ข้อดีและข้อจำกัดของการหุ้มฟิล์มใส

การหุ้มฟิล์มใส (Paint Protection Film : PPF)

เป็นวิธีการดูแลรถที่มาแรงมากในช่วงนี้ วันนี้ศูนย์บริการ One Max Clean ขอนำเสนอรายละเอียดข้อดีและข้อจำกัดของการหุ้มฟิล์ม เพื่อให้ทุกคนนำข้อมูลไปช่วยในการตัดสินใจ เลือกวิธีการดูแลรถที่เหมาะกับตัวเองกันนะครับ

การหุ้ม PPF ในท้องตลาดบ้านเราจะมีเกรดของฟิล์มอยู่ 2 เกรด คือ PVC Grade และ TPU Grade ซึ่งในที่นี้เราจะขอพูดถึงเฉพาะ TPU Grade เพียงอย่างเดียว เพราะได้รับการทดสอบมาแล้วว่าปลอดภัยและดีกับสีรถมากกว่า

โดย TPU หรือ PU นั้นมีชื่อเต็มว่า Thermoplastic Urethane ซึ่งเป็นฟิล์มใสกันรอยที่มีความใส บาง และยืดหยุ่นสูง มีความทนทานต่อการเสียดสีและสารเคมีต่างๆ ได้ดีมาก ส่วนมากฟิล์มจะมีความหนาอยู่ที่ 100-500 ไมครอน (0.1 – 0.5 มิลลิเมตร) และมีส่วนบนของผิวที่สามารถคืนสภาพเองได้ (Self-Healing) เมื่อเกิดรอยบนตัวฟิล์มแล้ว โดนความร้อนจากแสงแดดหรือห้องเครื่อง ฟิล์มก็จะสามารถฟื้นฟูคืนสภาพกลับมาเองได้… อายุการใช้งานของฟิล์มอยู่ได้นานถึง 4-5 ปี เมื่อลอกฟิล์มออกจะไม่ทิ้งคราบกาวไว้ที่ผิวรถ

ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงเป็นที่นิยมนำมาหุ้มหรือติดฟิล์มกันรอยรถยนต์กัน โดยเฉพาะในบริเวณกระโปรงหน้า กันชนหน้า ไฟหน้า หรือส่วนที่มีโอกาสปะทะ กระแทกกับสะเก็ดหิน หรือแมลงจากการขับขี่ (ไม่ได้ป้องกันเวลาโดนรถชนนะครับ)

ฟิล์มใสบนรถ Volvo XC90 T8

ข้อได้เปรียบของการหุ้มฟิล์มใส

1. เป็นวิธีการปกป้องสีรถเดิมของโรงงานที่ดีที่สุดในตอนนี้
2. ทำให้สีรถเงางาม สวยใส มากกว่าเดิม
3. สะดวกมาก ติดมาแล้วสามารถใช้รถได้อย่างไร้ข้อกังวล ทำความสะอาดง่าย

ข้อจำกัดของการหุ้มฟิล์มใส

1. ไม่สามารถติดตั้งเองได้ ต้องใช้บริการติดฟิล์มใสกันรอยกับช่างผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
2. เมื่อครบอายุการใช้งานของฟิล์มแล้ว ต้องนำรถเข้ามารับบริการลอกฟิล์มออก